You are currently browsing the archives for ตุลาคม 2010

สูตร Gclub

  • Posted on ตุลาคม 13, 2010 at 2:54 am

บาคาร่า มินิบาคาร่า และ อีเวนท์มันนี่ .. bacarat and even money

ชาว Gclub หลายคนหลงเชื่อคำพูดพวกรู้ดี ที่เสนอขายสูตรรวยทางลัด โดยการเล่น บาคาร่า แทนทำงาน

หลายคนคิดไปถึงขั้นว่าเกมส์ง่ายๆแบบนี้ ถ้าเล่นดีๆ ก็ มีสิทธิชนะใสๆ

ไอ้สูตรที่ใครต่อใครว่าดีนักดีหนา ผมพอเล่นเห็นนานๆเข้าสูตรมันก็แตก พาผู้เล่นทำชิบตก ชิบหายไปตามๆกัน ก็เพราะไอ้สูตรที่คิดจะเอาชนะเกมส์นี้ นี่แหละครับ ที่ ผมต้องแฉ..

บาคาร่า เป็นเกมส์ที่เข้าใจง่าย การได้เสีย ก็ออกแนว 50/50 ผู้คนเลยมักนิยมเล่น โดยเฉพาะผู้เดินเข้าบ่อนเป็นครั้งแรก มักจะมองหาเกมส์นี้ก่อน แล้วก็หาวิธีเอาชนะมัน บางก็ได้ ร่ำรวยกันไป ไอ้ที่เล่นได้ ก็บอกว่า เกมส์นี้ ง่าย ของหมูๆ คิดในอีกแง่หนึ่งครับ ถ้า เกมส์ไม่ทำเงินให้คาสิโนนั้นๆ แล้วเค้าจะตั้งเกมส์นี้ไว้ทำไม ถ้าไม่ใช่ รับประทานเงินของคุณ…

เริ่มจากตัวเลข ที่น่าตกใจก่อนละกันนะครับ

คาสิโน ในเครือต่างๆที่ผมทำงานอยู่ นับเฉพาะเงินเข้า จาก บาคาร่า เพียงเกมส์เดียว เป็นเงินไทย เท่ากับ สองแสนล้านกว่าบาท เมื่อปีที่ผ่านมา (ตัวเลขจากปี2005)… จริงอยู่ครับ บาคาร่าเป็นเกมส์เดียว ที่ทำกำไรได้น้อยติดอันดับ แต่ก็ไม่มีปีไหนที่ต้องขาดทุน กำไรจากบาคาร่าต่อปีเฉลี่ยก็ ประมาณ 26% ของเงินที่หมุนเวียนในเกมส์นี้…

สรุปง่ายๆครับ ว่า คุณจะเล่นยังงั้ย เล่นให้ตาย คุณก็ไม่มีวันชนะมัน

หลายคนบอกว่า บ่อนแม่..ง โกง ทำไพ่ชัวร์

อันนี้ผมยืนยันเลยครับว่า คาสิโน ใหญ่ๆในต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องโกงคุณหรอกครับ เพราะว่า เกมส์ มันถูกสร้างมาให้ เจ้ามือชนะ ถึงคุณจะคิดวิธีชนะมันได้ เดี๋ยวอีกไม่นาน พวกมันสมองที่เค้าจ้างไว้ใน คาสิโน ก็จะคิดวิธี ทำให้คุณไม่มีโอกาสชนะใหม่

ไอ้คนชนะ ก็มี เล่นดีๆ เอาเงินไป สามร้อยล้านบาทไทย เอาไปตั้งสองรอบ สบายจีนเลย

แต่พี่ไทย มาเอาเงินชาติ มาถลุง ไป สองร้อยสี่สิบล้านบาท เมื่อวันหยุด วันแม่ สามวันที่ผ่านมา

ดีนะครับ ที่วันหยุดราชการ มีเพียงสามวัน เพราะถ้ามีมากกว่านั้น ผมว่า ท่านคงเล่นหมดหน้าตัก (หน้าตัก ท่านผู้นี้ ใหญ่หน่อยนะ เพราะว่า ท่านนำเงินไทยมา เก้าร้อยล้านบาท) ..

สรุปง่ายๆครับ คาสิโน ไม่มีวันเจ็ง และคาสิโนก็ไม่จำเป็นต้องโกง

บาคาร่า เป็นเกมส์ ที่เข้าใจง่ายครับ หากมีพื้นฐานในการเล่นบ็อกเด้งจากไทย มาก่อนยิ่งดี

เจ้ามือ จะแจกไพ่ เป็นสองข้าง ฝั่งหนึ่งเรียก player อีกฝั่งหนึ่งเรียก banker

แจกข้างละ สองใบ ถ้าได้ แปด หรือ เก้าฝั่งไหน ฝั่งนั้น ก็ ชนะเลย

แต่ ถ้าได้ต่ำกว่า อาจจะมีการเรียก ไพ่ใบที่สาม ซึ่งทุกคาสิโน มีกฎการเรียกไพ่ที่สาม เหมือนกันเป็นสากล

เที่ยวคาสิโนเขมร

  • Posted on ตุลาคม 2, 2010 at 3:02 am

ตะลอนเที่ยววันหยุด สุดชายแดนที่คาสิโนและตาเมือน

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ตะลอนทัวร์กับผู้สนใจกลุ่มหนึ่งไปยังเส้นทางสายอีสานใต้อีกครั้ง จากจังหวัดสุรินทร์

ไปยังอำเภอกาบเชิง เป็นที่ตั้งของช่องเข้า ”ช่องจอม” เส้นทางเก่าแก่ระหว่างหุบเขาจากเขมรล่างมายังเขมรสูงของอีสานใต้ในอดีต

ติดกับอำเภอช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ จะเป็นอำเภอสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ของประเทศกัมพูชา

ซึ่งทั้งสองประเทศได้ตั้งด่านจุดผ่านแดนถาวรขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

ที่ว่าเรียบร้อย เพราะเมื่อหลายปีที่แล้วที่ผมเคยได้แวะไปตะลอน ตอนนั้นช่องจอมยังเป็นด่านแบบจุดผ่อนปรนชั่วคราวอยู่

เราต้องเดินทางผ่านเขต ” No MAN Land” อันหมายถึงเขตปลอดทหาร ข้ามไปเที่ยวชมสินค้าพื้นเมืองและของหนีภาษี

รวมทั้งของจากป่าสด ๆ ในตลาดเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศการเที่ยวต่างประเทศ

ในช่วงนั้นสนุกสนานมากครับ เพราะมีรถเข็นและรถตุ๊กคันเล็ก ลำเลียงคนผ่านเขตปลอดทหาร จำได้ว่าคนละ 20 บาท

วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ถนนลาดยางมะตอยอย่างดี จากตัวจังหวัดไปจนถึงด่านช่องจอม ส่วนในฝั่งของกัมพูชา

ก็มีการพัฒนาบ้านเมืองเป็นตลาดใหญ่และมีคนไทยร่วมทุนกับ “ผู้ใหญ่” เปิดบ่อนคาสิโนในฝั่งประเทศกัมพูชา 2 แห่งมีชื่อว่า

โรยัล ฮิลล์ กับ โอเสม็ดรีสอร์ท โดยแต่ละวันจะมีรถตู้โดยสารของบ่อนคาสิโน มาจอดรองรับคนไทยที่จะเดินทางเข้าไปเสี่ยงหายนะ

จากการพนัน รอรับหมู อยู่ทุกวัน บริเวณหน้าประตูทางออกของฝั่งกัมพูชา

ข้าราชการของฝั่งไทยเป็นลูกค้าชั้นดีครับ พี่ที่ด่านเล่าว่า พอผู้ใหญ่สั่งให้นำเอากล้องทีวีวงจรปิดมาติดตั้ง

เพื่อจับภาพบุคคลเข้า – ออกประเทศในช่วงวันเงินเดือนออกและต้นเดือน ข้าราชการในท้องถิ่นก็เริ่มหายหน้ากันไป

เห็นว่ากลัวจะดังเกินไป กลัวเป็นดารา WHERE ARE YOU

วันนั้น กรุ๊ปของผมก็อยากจะข้ามไปเที่ยว แต่ด้วยข้อมูลเก่าผมคงล้าหลัง เขต NO MAN LAND คงจะยกเลิกไปแล้ว

ด่านที่นี่จะต้องใช้พาสปอร์ตในการทำเรื่องขอข้ามแดนตามปกติ ชาวGclubหลายคนในคณะไม่ได้พกเอาพลาสปอร์ตมา ก็เลยได้แต่ตัดพ้อผม

ทั้งทางตรงและทางอ้อม

แต่ในใจของผมกลับคิดว่าเป็นโชคดีครับ ที่ผมจะได้ไม่ต้องพาใครไป กับเรื่องพรรณอย่างนี้ ส่วนใคร ” Want ”

มาก ก็ให้มากันเองในคราวหน้าล่ะกัน โปรแกรมนี้ผมจะพาไปตะลอนเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณดคีนะครับ

ประวัติศาสตร์ โบราณคดีของคนนอกกรอบอย่างผม ก็คงแตกต่างไปจากตำราโบราณคดีและ Brochures ท่องเที่ยวไปหลายอย่างหลายเรื่อง

ก็แล้วแต่จะเชื่อนะครับ เอาสนุกเมื่อได้เที่ยวจะดีกว่าจะไปจำอะไรน่าปวดหัวนัก

กลุ่มปราสาทบ้านตาเมือน อยู่ห่างจากแยกอำเภอปราสาทไปประมาณ 40 กิโลเมตร ก็ต้องมีความตั้งใจที่จะเข้าไปเที่ยวชมกันจริง ๆ

ถึงจะเดินทางแยกเข้าไป เพราะเขตนี้เคยเป็นเส้นทางอันตราย เปลี่ยวและเป็นเส้นไปสุดทางตัน

สมัยก่อนแถวนี้เป็นที่ตั้งค่ายพักของผู้อพยพชาวเขมรแดง ที่รัฐบาลไทยให้การคุ้มครองตั้งค่ายอพยพและดูแลอย่างดี

ส่วนที่ไม่ดีไม่ต้องไปพูดถึงหรอก มันเยอะมากกลุ่มปราสาทตาเมือน เป็นกลุ่มปราสาทในพื้นที่สำคัญขนาดใหญ่ของช่องเขาที่เป็นจุดพักหรือเชื่อมโยงเส้นทางติดต่อระหว่างเขมรสูง

และเขมรล่าง มาตั้งแต่สมัยโบราณกลุ่มปราสาทตาเมือน มีปราสาทสำคัญอยู่สามปราสาท ปราสาทแรกที่พบเห็นของเส้นทางเดินรถ คือปราสาทตาเมือนและปราสาทตาเมือนโต็จ ส่วนปราสาทสุดท้ายปลายทางติดกับชายแดนกัมพูชา คือปราสาทตาเมือนธม “ธม” แปลว่า”ใหญ่”จึงหมายความว่าปราสาทตาเมือนธมก็คือปราสาทที่ ใหญ่ที่สุดในกลุ่มครับที่ปราสาทตาเมือนธมจะมีหน่วย ตชด. ตั้งฐานอยู่ เพื่อดูแลความปลอกภัย ชายแดนและกลายมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวจำเป็น เมื่อมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามาก ยิ่งในสมัยการท่องเที่ยวกู้ชาติกำลังรุ่งนี้แล้วด้วย

ปราสาทตาเมือนโต๊จ เป็นธรรมศาลาทางศาสนา ที่พักคนเดินทางทางเศรษฐกิจ ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางการปกครอง และ อโรคยศาลาใน

ทางการดูแลพสกนิกร มีลักษณะโครงสร้างที่แตกต่างไปจากปราสาทหินยุคเดียวกัน ด้วยทำหน้าที่เป็นเหมือนอาคาร จึงมีมุขปราสาทที่ยาวออกมา มีหน้าต่าง 4 บาน ปลายมุขเป็นหน้าจั่ว แต่คงพังไปหมดแล้ว การวางโครงสร้างของโถงมุขอาคารปราสาทนี้ เป็นลักษณะพิเศษ แต่ก็ไม่คงทนหากเกิดแผ่นดินไหว จารึกที่พบที่นี่บอกว่า เป็น”ธรรมศาลา” เพื่อเป็นที่พักของคนเดินทาง ผมสังเกตที่ทับหลังส่วนหน้าสุดของมุขโถงอาคาร ก็พบกับ”ทับหลัง”ที่น่าสนใจ ที่บอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์และของปราสาทหลังนี้ได้มากมาย ทับหลังนี้ จัดเป็นศิลปกรรมแบบเขมร(ขอม)โบราณ ในศิลปะแบบปราสาทบายน ในรัชสมัยอันรุ่งเรื่องสุดขีดของอารยธรรมยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ในพุทธศตวรรษที่ 18 ที่ทรงสถาปนา “อโรคยศาลา”จำนวน 102 แห่ง พร้อมส่งพระพุทธรูปประจำทุก “สุคตาลัย” (ศาสนสถานของโรงพยาบาล)

ทั่วพระราชอาณาเขต ตามจารึกที่พบในปราสาทพระขรรค์ในเขตจังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ในสมัยของพระองค์ อารยธรรมเขมรหรือขอม

โบราณมีคตินิยมในปรัชญาของศาสนาพุทธนิกาย”วัชรยาน” หลายคนก็หลงไปเป็นลัทธิ”มหายาน”กันเป็นประจำ มหายานกับวัชรยานต่างกันมากครับ

เพราะวัชรยาน คือพุทธนิกายที่ไปเอาลัทธิตันตระของพระเวทในศาสนาฮินดูมาใช้ ในขณะที่มหายาน ไม่ได้ใช้

ภาพสลักดังกล่าวหากสังเกตดี ๆ นะครับ จะเห็นพระพุทธเจ้าในมุมมองของเรา นั่งปางสมาธิ และมีอะไรกลม ๆ อยู่ในมือ ในมือนั้นก็คือ “หม้อยา”

หรือ “หม้อมงคล” เพื่อการรักษาความมืดมนของชีวิต พระองค์นี้จึงเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อการรักษาโรคภัย อันเป็นความนิยมเฉพาะในสมัยของพระเจ้าชัยวร

มันที่ 7 และในศาสนาวัรยานของธิเบตและเนปาลครับพระองค์นี้มีชื่อว่า “พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา” พระพุทธเจ้าเพื่อการรักษาโรคและจิตใจ

ของนิกายวัชรยานเขมรในพุทธศตวรรษที่ 18

ซึ่งในศาสนาสถานที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน จะมีรูปพระไภษัชยคุรุนี้ทุกแห่ง ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สำคัญ หากสังเกตด้านข้างของรูปสลักองค์พระ

ท่านจะเห็นรูปสลักของบุคคลชายหญิงนั่งไหว้อยู่ทั้งซ้ายและขวา ในพลิ้วลวดลายพฤกษา นั่นหมายถึง”ประชาชน” และนี่คือหลักฐานความเป็น”ประชาชน”

ครั้งแรก ที่พบในรูปสลักแห่งเทพเจ้ารูปสลักที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้รูปของคนชั้นล่างสุด คนที่ไม่ได้เป็นเทพบนสรวงสวรรค์มาอยู่ในรูปมงคล

แต่ในยุคสมัยนี้ เชื่อแน่ว่าประชาชนของอาณาจักร มีความสงบและมีความสุขสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง…. บ่งบอกผ่านรูปสลักของทับหลังแห่งนี้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ใช้คติวัชรยานเพื่อการปกครองคนในราชอาณาจักรครับ มหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ในคัมภีร์ทางศาสนาของพราหมณ์ที่ส่งต่อมายังวัชรยาน คือมหาราชาที่ต้องดูแลเรื่องสำคัญสองอย่างของพสกนิกร

ก็คือ น้ำ และ สุขภาพหรือโรคภัย ครับพระองค์จึงได้รับสมญานามว่ามหาราชของประเทศกัมพูชาและมหาราชาแห่งภูมิภาคสุวรรณภูมิพระองค์หนึ่ง จากนักวิชาการผู้ไม่ติดยึดกับ”ชาตินิยม”ปราสาทต่อมา คือปราสาทตาเมือน เป็นปราสาท”สุคตาลัย” หรือปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อถวายการบูชาพระพุทธเจ้า “ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา” ประจำอโรคยศาลาที่สร้างเป็นอาคารไม้ภายในกำแพงหรือตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ไม่หลงเหลือทรากอยู่แล้ว ปราสาทหลังนี้ก็สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับปราสาทตาเมือนโต๊จ ด้านข้างของสุคตาลัยจะเป็น”บาราย” บ่อน้ำที่เก็บน้ำศักดิ์สิทธิ์ “น้ำ”เป็นตัวเชื่อมโยงสำคัญของโลกมนุษย์และโลกแห่งพระพุทธเจ้าหรือโลกแห่งเทพเจ้า ในการประกอบพิธีกรรมด้านหน้าของปราสาทตาเมือน มีรากฐานของ “ชานชาลารูปกากบาท” เป็น”สะพานรุ้ง” หรือเส้นทางเข้าสู่สรวงสวรรค์ ที่ยังใช้คติเดิมของเขมรในยุคที่นับถือเรื่องของเทพเจ้าในสมัยก่อนหน้าร่องรอยของฐานทางเดินนี้ ทำให้เรารู้ว่า ปราสาทตาเมือนมีความสำคัญมากในระดับไม่ธรรมดา เพราะมีชานชาลาเพิ่มเติมเข้ามาแตกต่างไปจากอโรคยศาลาแห่งอื่น ๆ ในประเทศไทยหลายแห่งหรืออาจตีความหมายได้ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เคยเสด็จมาถึงที่สุคตาลัยปราสาทตาเมือนนี้แล้ว จึงมีการสร้างทางเข้าปราสาทให้สมพระเกียรติ์และก็คงเป็นเพราะปราสาทหลังนี้ ตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญของเขมรสูงและเขมรล่างที่คงมีผู้คนเดินทางผ่านไปมา แถบนี้คงวุ่นวายโกลาหลด้วยผู้คน ขบวนสินค้าร้านค้า ที่พักแรม ในยุคสมัยนั้น ปราสาทจึงมีความพิเศษกว่าปราสาทอื่น ๆ ปราสาทหลังสุดท้ายของกลุ่มปราสาทตาเมือน คือปราสาทตาเมือนธม ปราสาทหินหลังนี้สร้างขึ้นในยุคสมัยก่อนหน้าปราสาทที่ผ่านมาทั้งสองแห่งครับ ปราสามตาเมือนธม มีแผนผังในระบบจักรวาลเช่นเดียวกับปราสาทหินในวัฒนธรรม”ปราสาท”ของเขมรโบราณ ในยุคพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 คือมีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยวิหารระเบียงคดเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีโคปุระหรือประตู 4 ทิศ และมีปรางค์เล็กสององค์ ที่สร้างขึ้นตามยันต์หรือมันดาราของผู้สร้าง เป็นการวางผังศาสนสถานแบบฮินดู คือ ปรางค์ประธานสร้างขึ้นเพื่อถวายการบูชาแก่พระศิวะ ในลัทธิไศวะนิกาย ปรางค์องค์เล็กสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระนางอุมา ศักติหรือพลังแห่งพระศิวะ และปราสาทน้อยอีกองค์สร้างขึ้น เพื่อพระผู้เป็นพระอาจารย์หรือสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระคเณศหรือพระขันธกุมาร ผู้เป็นพลังอันเป็นสักขีพยาน หรือเป็นพลังเบื้องหน้า อยู่ที่ผู้สร้างจะสถาปนาครับ ปราสาทหลังนี้ สร้างขึ้นในราวสมัยพุทธศตวรรษที่ 16 ตอนปลาย หันหน้าลงไปทางทิศใต้ คือหันไปทางเมืองพระนครหลวงที่นครวัด สร้างขึ้นบนภูเขาหินทรายสีชมพู เนินเตี้ย ๆ หินที่ใช้สร้างปราสาทเป็นหินทราย ก็ตัดเอาหินจากเนินเขาที่ตั้งปราสาทนั้นแหละมาสร้าง และปรับปรุงพื้นของหินภูเขามาใช้เป็นรากฐานรวมทั้งการวางท่อรางโสมสูตร น้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรม ให้ไหลออกมาตามแนวของร่องหินที่เซาะไว้สลับกับการสลักหินเป็นรางน้ำ ผ่านไปยังนอกโคปุระเพื่อให้ขุนนางและประชาชนที่มาร่วมพิธีกรรมได้รับน้ำศักดิ์สิทธิ์จากห้องโถงกลางของปราสาทประธาน เป็นการดัดแปลงพื้นหินทรายของภูเขามาเป็นร่องน้ำผสมกับการสลักหินมาทดแทนส่วนที่ขาดไปของพื้นหิน มีเพียงแห่งเดียวในเมืองไทยก็ที่นี่แหละครับปราสาทตาเมือนสร้างไม่เสร็จสิ้นครับ โดยเฉพาะปราสาทหลังเดี่ยว ระเบียงคดและโคปุระยังไม่ปรากฏลวดลายสลักแต่อย่างใด เชื่อว่าคงเพราะหมดบุญของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ หรือกษัตริย์ในพื้นที่นั้นไปเสียก่อน งานก่อสร้างปราสาทจึงหยุดลง ตลอดกาลภายในปราสาทประธาน ยังมีร่องรอยการ”เริ่ม”แกะสลักรูปเกียรติมุข ที่ทับหลังภายใน ส่วนในห้องโถงของเรือนปราสาท เป็นที่ตั้งของ “ลึงค์บรรพต” หรือ” เอกมุขลึงค์ ” สัญลักษณ์”เพศชาย” หรืออำนาจสูงสุดแห่งพระศิวะ ที่สลักดัดแปลงจากหินธรรมชาติที่เป็นรากฐานของปราสาทปราสาทประธานมีการแกละสลักลวดลายสวยงามที่สุดในหมู่ปราสาท แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเพราะมีหลักฐานการรื้อทำลายในหลายเวลา การทำลายในสมัยหลังสุดอยู่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยคนมีสีทางราชการ ที่เข้ามาระเบิดปราสาท กระเทาะนำเอารูปสลักนางอัปราแค่ส่วนหน้าและชิ้นส่วนปราสาทเช่นนาคปลายหน้าบันออกไปจำนวนมาก ปราสาทตาเมือนธม จึงเป็นอนุสรณ์ของการปล้นทำลายครั้งร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยในยุคร่วมสมัย โดยผู้มีอำนาจวาศนาที่หลงไหลในโบราณวัตถุแบบเขมร หลงไหลโดยการทำลายและขโมย ระเบียงคดทางทิศใต้ ด้านหน้าที่หันไปทางประเทศเขมร วิหารระเบียงคดและโคปุระถูกรื้อหายไปทั้งหมด เชื่อว่าถูกรื้อหินไปเพื่อนำไปใช้เป็นวัสดุหลักในการสร้างปราสาทตาเมือนและตาเมือนโต๊จในยุคหลังนั่นเอง..

การรื้อปราสาทเพื่อไปสร้างศาสนสถานใหม่ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เพราะวัสดุศิลาแลง หินทรายเพื่อการใช้แกะสลักและแรงงานในการสร้างปราสาทขาดแคลนอย่างมาก

จึงต้องมีวิธีการดัดแปลงทุ่นเวลากันบ้าง เพราะหากมัวแต่ไปหาวัสดุใหม่ ก็คงจะสร้างปราสาทอโรคยศาลาเสร็จไม่ทันตามพระราชบัญชาของของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งก็อาจจะมีเภพภัยและความโชคร้ายสุด ๆ

มาเยือนผู้ปกครองแถบนั้นแทน เป็นแน่ ด้านหน้าสุดของปราสาทตาเมือนธม เป็นขั้นบันไดแบบปิรามิดที่มีการวางฐานสามชั้นตามคติสรวงสวรรค์เขาพระสุเมรุ ทางขึ้นสู่เทวาลัยเทพเจ้า

ด้านหน้าที่เห็นเป็นแนวป่า เป็นเขตแดนของประเทศกัมพูชาครับ ที่ดูยังอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่เขาอนุรักษ์ป่าอย่างสุดหัวใจกันแต่อย่างใด แต่ด้วยพื้นที่แถบนี้ มี “กับระเบิด” ที่ยังไม่ฝ่อของเขมรแดงวางอยู่มากมาย เป็นพื้นที่อันตราย ต่างหากกลุ่มปราสาทตาเมือน เป็นที่น่าท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของอีสานใต้ หากท่าได้มีโอกาสเดินทางมา วันดีคืนดี ก็จะได้พบเห็นชาวบ้านเขมร เดินทางเข้ามาทำบุญและหาซื้ออาหารและของใช้กลับไปในหมู่บ้านฝั่งตรงข้าม เป็นธรรมชาติ ๆ ที่ไม่เครียดเรื่องของพรมแดน เรื่องของชนชาติ และหากผมโชคดีในหน้าร้อนหน้านี้ ก็จะมีคณะเดินทางเข้าไปสำรวจปราสาทที่อยู่ในฝั่งกัมพูชา ฝั่งโน้นก็มีนะครับปราสาทในยุคเดียวกับกลุ่มปราสาทตาเมือน มีหลายแห่งด้วยนะครับสักวันหนึ่งเมื่อตลาดท่องเที่ยวชายแดนเปิด คงจะมีโปรแกรมข้ามไปเที่ยวฝั่งตรงข้าม เพื่อไปชมปราสาท”คู่แฝด”กับกลุ่มปราสาทตาเมือนได้อย่างสบายใจ หากในวันนั้นประเทศไทยของเรากับประเศกัมพูชา คงจะได้เลิกหาเรื่องทะเลาะกันในเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของปราสาทตามแนวชายแดน ดังกรณีปัญหาการขอมรดกโลกเขาพระวิหาร

รวมทั้งการหาเสียงแบบชาตินิยมในกัมพูชา